ยอดขายโตโยต้าครึ่งปีแรกทั่วโลกพุ่ง 4.7% สูงสุดเป็นประวัติการณ์ แม้สหรัฐฯ จะขึ้นภาษี
บริษัทโตโยต้า มอเตอร์ รายงานยอดขายทั่วโลก ในช่วงเดือนเมษายน-กันยายน 2025 เพิ่มขึ้น 4.7% เมื่อเทียบเป็นรายปี ซึ่งได้รับแรงหนุนจากความต้องการรถยนต์ไฮบริดที่เพิ่มขึ้นในอเมริกาเหนือและจีน แม้จะได้รับผลกระทบจากภาษีที่สูงขึ้นของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกาก็ตาม

โตโยต้าผู้ผลิตยานยนต์รายใหญ่ที่สุดของโลกจำหน่ายรถยนต์ได้ 5,267,216 คันในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ ซึ่งถือเป็นสถิติใหม่ในช่วงเวลาเดียวกันเป็นครั้งแรกในรอบ 2 ปี
การผลิตทั่วโลกเพิ่มขึ้น 6.0% เป็น 4,985,122 คัน ขณะที่การผลิตภายในประเทศเพิ่มขึ้น 3.4% เป็น 1,585,622 คัน
เมื่อแยกตามภูมิภาค ยอดขายในสหรัฐอเมริกาพุ่งขึ้น 11.3% สู่ระดับ 1,295,606 คัน จากความต้องการรถยนต์ไฮบริดที่เพิ่มสูงขึ้น ยอดขายฟื้นตัวหลังจากมีการเรียกคืนรถยนต์บางรุ่นจนต้องหยุดการผลิต

ยอดขายในจีนเพิ่มขึ้น 5.5% เป็น 914,342 คัน แม้จะมีการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงและตลาดหันไปใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น เนื่องมาจากความต้องการรถยนต์รุ่น EV และไฮบริดใหม่ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
แต่ยอดขายในประเทศลดลง 0.4% เหลือ 713,967 คัน ท่ามกลางการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องจากการลดลงที่เกิดจากการเรียกคืนรถยนต์ Prius ไฮบริด
ยอดขายรถยนต์ทั่วโลกในเดือนกันยายนเพิ่มขึ้น 3.1% สู่ระดับ 879,314 คัน เพิ่มขึ้นเป็นเดือนที่ 9 ติดต่อกันเมื่อเทียบเป็นรายปี ขณะที่ยอดผลิตรถยนต์ทั่วโลกพุ่งขึ้น 11.1% สู่ถึง 918,146 คัน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของเดือนดังกล่าว

สำหรับปีงบประมาณปัจจุบันที่สิ้นสุดในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2569 โตโยต้าคาดการณ์ว่ากำไรสุทธิจะลดลง 44.2% เหลือ 2.66 ล้านล้านเยน (17,000 ล้านดอลลาร์) เนื่องจากภาษีนำเข้ารถยนต์ที่สูงขึ้นของสหรัฐฯ คาดว่าจะไม่สามารถชดเชยได้ทั้งหมดจากการลดต้นทุนและยอดขายที่เพิ่มขึ้นของรุ่นที่มีอัตรากำไรสูง
ในเดือนเมษายน รัฐบาลทรัมป์ได้กำหนดอัตราภาษีนำเข้ารถยนต์นำเข้าจากต่างประเทศ 27.5% ซึ่งสูงกว่าอัตราภาษีเดิมที่ 2.5% มากเพื่อลดการขาดดุลการค้ามหาศาลของประเทศ อัตราภาษีนำเข้ารถยนต์จากญี่ปุ่นมีการเจรจาลดลงเหลือ 15% ในเดือนกันยายน
เมื่อพิจารณาถึงสภาวะตลาดที่ชื่อมโยงกับภาษีศุลกากรที่สูงขึ้นของสหรัฐฯ โตโยต้าจึงพยายามที่จะเพิ่มรายได้ด้วยการลดการพึ่งพาตลาดอเมริกาเหนือ และมุ่งเน้นไปที่การขยายตลาดในจีนและตลาดอื่นๆ ในเอเชียแทน